ตัวอย่างงานให้คำปรึกษาคนพิการ: ขั้นตอนรับเคส การประสานสิทธิ และเกณฑ์เลือกบริการที่เหมาะสม

webmaster

장애인상담사 업무 사례 - Photorealistic disability counselor in a welcoming Bangkok community support office, warmly listenin...

งานให้คำปรึกษาคนพิการไม่ได้จบที่การรับฟัง แต่รวมถึงการประเมินความต้องการ วางแผนช่วยเหลือ ประสานหน่วยงาน และติดตามผล บทความนี้ยกตัวอย่างสถานการณ์จริงเชิงปฏิบัติ พร้อมข้อควรระวังและเกณฑ์เลือกอบรมหรือบริการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

장애인상담사 업무 사례 관련 이미지 1

งานให้คำปรึกษาคนพิการเริ่มจากการรับฟังความต้องการของผู้รับบริการ แล้วประเมินอุปสรรค วางแผนร่วมกัน และติดตามผลโดยเคารพการตัดสินใจของเจ้าตัว. หากเป็นเรื่องความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ภาวะวิกฤต ปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง หรือประเด็นที่เกินขอบเขตงาน ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยบริการที่เหมาะสมทันที.

ผู้ให้คำปรึกษาอาจช่วยเชื่อมต่อเรื่องการเรียน งาน รายได้ การเข้าถึงบริการ สุขภาพ และการใช้ชีวิตในชุมชนได้ แต่ไม่ควรรับปากผลเรื่องสิทธิหรือสวัสดิการก่อนตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุด.

สำหรับองค์กร การเลือกอบรม ระบบจัดการเคส หรือบริการภายนอกควรพิจารณาจากความเสี่ยงของเคส ความพร้อมของทีม และนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล. แนวทางที่ดีไม่ใช่การตัดสินใจแทน แต่คือการทำให้ผู้รับบริการมีข้อมูลและทางเลือกที่ใช้ตัดสินใจได้จริง.

ดูภาพรวม

  • รับฟังและประเมินร่วมกัน โดยมองทั้งเป้าหมายของผู้รับบริการและอุปสรรคด้านสภาพแวดล้อม การสื่อสาร หรือการเข้าถึง
  • จัดการเคสเมื่อเรื่องมีหลายฝ่าย เช่น ครอบครัว สถานศึกษา นายจ้าง หน่วยบริการ และหน่วยงานภาครัฐ
  • ส่งต่อเมื่อเกินขอบเขต โดยเฉพาะกรณีวิกฤต ความปลอดภัย หรือความต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
แนวทางช่วยเหลือ เหมาะกับกรณี ทรัพยากรที่ต้องใช้ จุดที่ต้องระวัง
ดำเนินการภายในองค์กร คำถามเบื้องต้น การให้ข้อมูล และการติดตามเรื่องไม่ซับซ้อน บุคลากรที่เข้าใจการสื่อสารและการเก็บข้อมูลอย่างเหมาะสม อย่าขยายบทบาทไปถึงการวินิจฉัยหรือรับรองสิทธิแทนหน่วยงาน
อบรมและพัฒนาทีม องค์กรมีเคสต่อเนื่องและต้องการมาตรฐานการทำงานร่วมกัน เวลาเรียนรู้ แบบฝึกสถานการณ์จริง และแนวทางจริยธรรม ตรวจสอบขอบเขตหลักสูตร ความเหมาะสมกับบทบาทงาน และการเข้าถึงของผู้เรียน
ใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือบริการภายนอก เคสซับซ้อน มีความเสี่ยง หรือจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การประสานงาน ข้อตกลงบริการ และช่องทางส่งต่อที่ชัดเจน ตรวจสอบราคา ขอบเขตบริการ ระยะเวลารอ และนโยบายคุ้มครองข้อมูลก่อนตัดสินใจ
Advertisement

หน้าที่หลักของผู้ให้คำปรึกษาคนพิการคืออะไร

หน้าที่หลักไม่ใช่เพียงการรับฟังปัญหา แต่คือการช่วยให้ผู้รับบริการเห็นทางเลือก วางเป้าหมายที่เป็นไปได้ และเข้าถึงการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง โดยยึด ความต้องการ เป้าหมาย และการตัดสินใจของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ความพิการไม่ได้อธิบายอุปสรรคทั้งหมดเสมอไป เพราะอุปสรรคอาจเกิดจากสถานที่ ระบบสื่อสาร ทัศนคติ หรือขั้นตอนบริการที่เข้าถึงยากด้วย

สรุป 3 ขั้นตอน: รับฟัง ประเมิน วางแผนและติดตาม

ขั้นแรกคือรับฟัง ให้ผู้รับบริการเล่าสถานการณ์ด้วยภาษาหรือรูปแบบการสื่อสารที่สะดวก ไม่รีบสรุปว่าอะไรคือปัญหาหลัก จากนั้นจึง ประเมินความต้องการ เช่น ต้องการเรียนต่อ สมัครงาน ติดต่อบริการ หรือจัดการภาระในชีวิตประจำวัน

ขั้นต่อมาคือการวางแผนร่วมกัน แผนที่ดีควรระบุว่าใครต้องทำอะไร ต้องประสานใคร และผู้รับบริการต้องการให้เปิดเผยข้อมูลส่วนใดบ้าง สุดท้ายต้องติดตามผลว่าแผนช่วยลดอุปสรรคได้จริงหรือไม่ และปรับแผนโดยไม่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้รับบริการหรือครอบครัว

ขอบเขตงานที่ควรทำเอง และเรื่องที่ควรส่งต่อ

ผู้ให้คำปรึกษาสามารถให้ข้อมูลทั่วไป ช่วยเรียบเรียงเป้าหมาย ประสานนัดหมาย หรือเชื่อมต่อกับสถานศึกษา นายจ้าง และหน่วยบริการตามความยินยอมได้ แต่ไม่ควร วินิจฉัยโรค ให้คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะคดี หรือรับประกันผลลัพธ์ ในเรื่องสิทธิ สวัสดิการ หรือเอกสารราชการ ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนเสมอ

หากพบความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ภาวะวิกฤต หรือปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยฉุกเฉินที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ การรอเก็บรายละเอียดมากเกินไปอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

Advertisement

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการช่วยเหลือและทรัพยากรที่ต้องใช้

ให้คำปรึกษาเบื้องต้น vs การจัดการเคส vs การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ

รูปแบบ ลักษณะงาน ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ขอบเขตที่ต้องชัดเจน
ให้คำปรึกษาเบื้องต้น รับฟังความต้องการและให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย ช่วยผู้รับบริการระบุเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก ข้อมูลต้องไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำยืนยันสิทธิหรือผลบริการ
การจัดการเคส วางแผน ประสานหลายฝ่าย และติดตามความคืบหน้า เชื่อมเรื่องการเรียน งาน การเข้าถึงบริการ และครอบครัว ต้องขอความยินยอมก่อนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น
การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ เชื่อมต่อบริการที่มีขอบเขตความเชี่ยวชาญเฉพาะ ส่งต่อเมื่อมีภาวะวิกฤต ความเสี่ยง หรือประเด็นเกินบทบาท อธิบายเหตุผลและทางเลือกให้ผู้รับบริการเข้าใจ

เกณฑ์ประเมินงบประมาณ เวลา บุคลากร และความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล

ก่อนเลือกทำเองหรือใช้บริการภายนอก ให้ดูว่าเคสมีความต่อเนื่องเพียงใด ทีมมีเวลาเพียงพอหรือไม่ และต้องประสานหลายหน่วยงานแค่ไหน หากองค์กรต้องดูแลเคสเป็นประจำ การลงทุนกับ หลักสูตรอบรมด้านการให้คำปรึกษา หรือ ระบบจัดการเคส อาจช่วยให้การบันทึกและส่งต่องานเป็นมาตรฐานมากขึ้น

แต่หากข้อมูลมีความละเอียดอ่อน ควรพิจารณาว่าระบบหรือผู้ให้บริการมีแนวทางขอความยินยอม จำกัดผู้เข้าถึงข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นหรือไม่ ไม่ควรเลือกเพียงเพราะใช้งานสะดวกหรือมีฟังก์ชันมากเกินความจำเป็นของงาน

Advertisement

ตัวอย่างสถานการณ์ในการทำงานและแนวทางรับมือ

ผู้รับบริการต้องการความช่วยเหลือเพื่อสมัครงาน

ผู้รับบริการอาจบอกเพียงว่า “หางานไม่ได้” แต่คำตอบไม่ควรเริ่มจากการเสนออาชีพแทนทันที ควรถามถึงงานที่สนใจ ทักษะที่ต้องการใช้ รูปแบบสถานที่ทำงานที่เข้าถึงได้ การเดินทาง การสื่อสาร และสิ่งที่ต้องการให้ช่วยประสาน

แนวทางปฏิบัติคือช่วยแยกเป้าหมายเป็นขั้นตอน เช่น เตรียมข้อมูลสำหรับสมัครงาน สำรวจความต้องการด้านการเข้าถึง หรือประสานนายจ้างเมื่อผู้รับบริการยินยอม สิ่งสำคัญคือไม่ควรเปิดเผยข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลส่วนบุคคลให้ฝ่ายใดทราบเกินกว่าที่ตกลงกันไว้

ปัญหาการเข้าถึงการเรียนหรือการสื่อสาร

กรณีผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนหรือการสื่อสารในชั้นเรียนได้ยาก อย่ามองว่าเป็นปัญหาของผู้เรียนฝ่ายเดียว ควรสำรวจว่าเนื้อหา ช่องทางติดต่อ ตารางเรียน หรือสภาพแวดล้อมมีจุดใดเป็นอุปสรรคบ้าง แล้วคุยกับสถานศึกษาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมตามความจำเป็น

การประสานที่ดีควรใช้ภาษาที่เคารพผู้เรียน เช่น อธิบายสิ่งที่ต้องปรับเพื่อให้เข้าถึงการเรียนได้ ไม่ใช่ติดป้ายว่าผู้เรียน “ทำไม่ได้” และควรให้ผู้เรียนมีส่วนตัดสินใจว่าจะให้แบ่งปันข้อมูลใดกับบุคคลอื่น

ผู้ดูแลมีภาระสูงและต้องการแผนสนับสนุนร่วมกัน

ผู้ดูแลอาจมีความเครียดจากภาระเวลา รายได้ การเดินทาง หรือการประสานบริการหลายแห่ง ผู้ให้คำปรึกษาควรรับฟังทั้งความต้องการของผู้ดูแลและความต้องการของคนพิการ โดยระวังไม่ให้เสียงของผู้ดูแลกลบการตัดสินใจของผู้รับบริการ

แผนร่วมกันอาจเริ่มจากการจัดลำดับเรื่องเร่งด่วน แบ่งหน้าที่การติดต่อ และทบทวนว่ามีหน่วยบริการหรือเครือข่ายใดที่ช่วยลดภาระได้บ้าง หากมีความเครียดรุนแรงหรือเกิดสถานการณ์ไม่ปลอดภัย ควรส่งต่อบริการที่เหมาะสมแทนการพยายามแก้ทุกเรื่องด้วยทีมเดิม

Advertisement

ขั้นตอนจัดการเคสอย่างเคารพสิทธิและลดความผิดพลาด

คำถามคัดกรองที่ไม่ตัดสินและการตั้งเป้าหมายร่วมกัน

คำถามที่ดีช่วยให้เห็นภาพโดยไม่ตีความแทน เช่น “ตอนนี้เรื่องไหนกระทบชีวิตประจำวันมากที่สุด” “คุณอยากให้การช่วยเหลือเริ่มจากเรื่องใด” หรือ “มีรูปแบบการสื่อสารที่คุณสะดวกเป็นพิเศษหรือไม่” คำถามแบบนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้รับบริการกำหนดลำดับความสำคัญเอง

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ให้สรุปกลับด้วยคำง่าย ๆ และยืนยันความเข้าใจร่วมกัน เป้าหมายควรชัดว่าเป็นสิ่งที่ผู้รับบริการต้องการ ไม่ใช่เป้าหมายที่องค์กรหรือครอบครัวเห็นว่าเหมาะกว่า

การขอความยินยอม การบันทึกข้อมูล และการประสานหน่วยงาน

ก่อนบันทึกหรือส่งต่อข้อมูล ควรอธิบายว่าเก็บข้อมูลอะไร ใช้เพื่ออะไร ใครจะเข้าถึง และผู้รับบริการมีทางเลือกอย่างไร หลักสำคัญคือ เก็บเท่าที่จำเป็น ใช้ตามวัตถุประสงค์ และรักษาความลับ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพ

장애인상담사 업무 사례 관련 이미지 2

เมื่อประสานกับครอบครัว สถานศึกษา นายจ้าง หรือหน่วยงานภาครัฐ ควรส่งเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อเรื่องนั้น การบันทึกเคสควรแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ตีตราหรือตัดสินผู้รับบริการ

สัญญาณที่ควรส่งต่อทันที

สัญญาณสำคัญคือความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ภาวะวิกฤต หรือปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง เมื่อพบสถานการณ์เช่นนี้ ควรเชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยฉุกเฉินที่เหมาะสมโดยเร็ว การส่งต่อไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบ แต่เป็นการใช้ทรัพยากรให้ตรงกับความจำเป็นและขอบเขตวิชาชีพ

Advertisement

เลือกอบรม ทีมภายนอก หรือเครื่องมือจัดการเคสอย่างไร

เช็กลิสต์เลือกหลักสูตรที่เน้นสถานการณ์จริงและจริยธรรม

  • หลักสูตรอธิบายบทบาทและขอบเขตการให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน
  • มีเนื้อหาเรื่องการสื่อสารที่เคารพศักดิ์ศรี การขอความยินยอม และความลับของข้อมูล
  • มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเรียน งาน การเข้าถึงบริการ และการประสานหลายฝ่าย
  • ช่วยให้ผู้เรียนรู้ว่าเมื่อใดควรจัดการเคสต่อ และเมื่อใดควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ
  • รูปแบบการเรียนและเอกสารเข้าถึงได้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการต่างกัน

หลักสูตรอบรมที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องสัญญาว่าทีมจะแก้ปัญหาได้ทุกแบบ แต่ควรทำให้ทีมตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น ลดการสื่อสารที่ผิดพลาด และทำงานร่วมกับผู้รับบริการอย่างเคารพสิทธิ

จุดตรวจสอบก่อนซื้อบริการหรือระบบจัดเก็บข้อมูล

หากกำลังเปรียบเทียบ บริการผู้เชี่ยวชาญ หรือ ซอฟต์แวร์จัดการเคส ให้ตรวจสอบว่าระบบรองรับการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล การบันทึกความยินยอม และการใช้งานที่สอดคล้องกับขั้นตอนทำงานจริงหรือไม่ สำหรับบริการภายนอก ควรถามให้ชัดว่าให้บริการเรื่องใด ไม่ครอบคลุมเรื่องใด และมีขั้นตอนส่งต่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไร

อย่าตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนที่มองไม่เห็นอาจเป็นเวลาที่ทีมต้องใช้เรียนระบบ การจัดการข้อมูลที่ซ้ำซ้อน หรือความเสี่ยงจากการส่งข้อมูลให้บุคคลที่ไม่จำเป็นต้องรับรู้

Advertisement

เกณฑ์เลือกและเปรียบเทียบบริการสนับสนุนก่อนตัดสินใจ

เปรียบเทียบความเชี่ยวชาญ ความพร้อมด้านการเข้าถึง ราคา และเงื่อนไขบริการ

เริ่มจากนิยามปัญหาขององค์กรก่อน หากต้องการยกระดับทักษะพื้นฐานของทีม ให้พิจารณาหลักสูตรที่มีสถานการณ์จำลองและจริยธรรมการทำงาน หากต้องการจัดการเคสต่อเนื่อง ให้ดูเครื่องมือที่ช่วยลดข้อมูลตกหล่นโดยไม่เก็บข้อมูลเกินจำเป็น หากพบเคสซับซ้อนหรือมีความเสี่ยง ให้มองหาบริการผู้เชี่ยวชาญที่ระบุขอบเขตชัดเจน

การเปรียบเทียบควรครอบคลุม ความเชี่ยวชาญ ความพร้อมด้านการเข้าถึง ราคา เงื่อนไขบริการ และนโยบายคุ้มครองข้อมูล รายละเอียดด้านสิทธิ เงินช่วยเหลือ และเกณฑ์เข้าถึงบริการของรัฐอาจเปลี่ยนตามประกาศหรือพื้นที่ จึงควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

สรุปว่ากรณีใดเหมาะกับการพัฒนาทีมภายในหรือใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก

ทีมภายในเหมาะกับงานรับฟัง ให้ข้อมูลเบื้องต้น และติดตามเคสที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อองค์กรมีผู้รับบริการต่อเนื่องและต้องการมาตรฐานเดียวกัน ส่วนผู้เชี่ยวชาญภายนอกเหมาะเมื่อจำเป็นต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน มีความเสี่ยงสูง หรือทีมไม่มีเวลาหรืออำนาจหน้าที่เพียงพอจะจัดการเรื่องนั้น

แนวทางที่ใช้งานได้จริงมักเป็นการผสมกัน คือพัฒนาทักษะพื้นฐานของทีมภายใน พร้อมสร้างช่องทางส่งต่อที่ชัดเจนสำหรับเรื่องซับซ้อน เพื่อให้ผู้รับบริการไม่ต้องเริ่มเล่าเรื่องใหม่ทุกครั้งโดยไม่จำเป็น

Advertisement

เกณฑ์เลือกและเปรียบเทียบโดยสรุป

ก่อนตัดสินใจเลือกหลักสูตรอบรม บริการผู้เชี่ยวชาญ หรือระบบจัดการเคส ให้ตรวจสอบ 5 เรื่อง ได้แก่ ขอบเขตงานที่ต้องการแก้ไข ความซับซ้อนและความเสี่ยงของเคส ความพร้อมของบุคลากร การเข้าถึงของผู้รับบริการ และมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ควรเทียบเงื่อนไขบริการ ราคา วิธีสนับสนุนหลังเริ่มใช้งาน และขั้นตอนส่งต่อเมื่อเกินขอบเขตงาน

ตรวจสอบขอบเขตบริการ ราคา และนโยบายคุ้มครองข้อมูลจากหน้ารายละเอียดของผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ

Advertisement

ส่งท้าย

งานให้คำปรึกษาคนพิการที่มีคุณภาพไม่ได้วัดจากการแก้ปัญหาแทนทุกเรื่อง แต่ดูจากการที่ผู้รับบริการได้รับฟัง มีข้อมูล และเลือกเส้นทางของตนเองได้มากขึ้น การประสานงานที่ดีต้องใช้ความชัดเจนเรื่องบทบาท ความยินยอม และการรักษาความลับ

เมื่อเคสเกินขอบเขต การส่งต่ออย่างเหมาะสมคือส่วนหนึ่งของการดูแล ไม่ใช่ความล้มเหลวของผู้ให้คำปรึกษา

Advertisement

ข้อมูลที่ควรรู้เพิ่มเติม

1. อุปสรรคของผู้รับบริการอาจอยู่ที่สภาพแวดล้อมหรือระบบบริการ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว
2. การประสานกับครอบครัวหรือหน่วยงานอื่นควรทำตามความจำเป็นและความยินยอม
3. การบันทึกข้อมูลที่ดีคือบันทึกข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือ ไม่ใช่เก็บทุกเรื่องที่ได้ยิน
4. เงื่อนไขสิทธิและสวัสดิการควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกครั้งเมื่อจะนำไปใช้ตัดสินใจ

ข้อควรระวังสำคัญ

บทบาท คุณสมบัติ และขอบเขตหน้าที่ของผู้ให้คำปรึกษาอาจต่างกันตามหน่วยงานและลักษณะการจ้างงาน ข้อมูลเรื่องสิทธิ สวัสดิการ เอกสารราชการ ราคาอบรม ค่าบริการผู้เชี่ยวชาญ และระยะเวลารอรับบริการอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่ควรสรุปแทนหน่วยงานหรือรับรองผลลัพธ์ล่วงหน้า

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ผู้ให้คำปรึกษาคนพิการช่วยเรื่องการสมัครงานและประสานนายจ้างได้หรือไม่?

A1. ได้ในขอบเขตการให้ข้อมูล ช่วยวางแผนการสมัครงาน และประสานนายจ้างตามความจำเป็นและความยินยอมของผู้รับบริการ แต่ควรระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลสุขภาพเกินกว่าที่ตกลงกันไว้

Q2. ควรเลือกหลักสูตรอบรมด้านการให้คำปรึกษาคนพิการจากเกณฑ์ใดบ้าง?

A2. ควรดูว่าหลักสูตรครอบคลุมการรับฟังอย่างไม่ตัดสิน การประเมินอุปสรรค การวางแผนร่วมกัน การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ จริยธรรม และการคุ้มครองข้อมูลหรือไม่ รวมถึงดูว่ามีกรณีศึกษาใกล้กับบทบาทงานของผู้เรียนหรือเปล่า

Q3. การบันทึกข้อมูลผู้รับบริการต้องระวังเรื่องใดเพื่อให้ปลอดภัยและเคารพความเป็นส่วนตัว?

A3. ควรขอความยินยอม อธิบายวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูล จำกัดการเข้าถึง และบันทึกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือ ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และไม่ควรส่งต่อให้บุคคลอื่นโดยไม่มีเหตุจำเป็นหรือความยินยอมที่เหมาะสม